ชาวบ้าน ที่ไม่อยากโดนแบบนี้ ลองฟังกันดูนะครับ ก็แค่ทำให้ท่านเห็นว่า ร้านใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำดีเสมอไป ผมพูดจริง จากใน คลิปเสียง เปลี่ยน เพียง Battery CMOS ตามภาพ เท่านั้นเอง คิดราคา 1200 บาท ผม ก็คนทำไร่ ทำสวน 1200 เยอะเหมือนกันนะครับ ทั้งๆ ที่ Battery CMOS ก้อนละ 15-30 บาท เอง นี่ขนาดเป็นร้านต่างจังหวัดนะครับ คิดกัน ไม่เห็นใจลูกค้ากันเลย

หน้า: 1    ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ เสือดำ เสือใบ เสือมเหศวร เสือฝ้าย & ขุนพันธ์  (อ่าน 17084 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 144 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Ftxx_FkiTWk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Ftxx_FkiTWk</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=ISiwl2P8kHg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ISiwl2P8kHg</a>


ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
ขุนพันธรักษ์ราชเดช


พลตำรวจตรี   ขุนพันธรักษ์ราชเดช
เกิด 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446
อำเภอท่าศาลา   จังหวัดนครศรีธรรมราช
เสียชีวิต 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 (อายุ 103 ปี)
สัญชาติ   ไทย
รู้จักในฐานะ อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย
คู่สมรส นางเฉลา   พันธรักษราชเดช
นางสมสมัย พันธรักษราชเดช
บุตร 12 คน
บิดา มารดา นายอ้วน   พันธรักษ์
นางทองจันทร์ พันธรักษ์

พลตำรวจตรี   ขุนพันธรักษ์ราชเดช
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446-5   กรกฎาคม พ.ศ. 2549) อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย   ซึ่งท่านมีชื่อเสียงเป็นอันมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่างๆของไทย ในภาคกลางเช่น   เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว   เสือมเหศวร ที่พัทลุง ปราบ เสือสังหรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาส ปราบผู้ร้ายทางการเมือง   ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ “อะเวสะดอตาเละ” จนท่านได้ฉายาว่าจากชาวไทยมุสลิมว่า   “รายอกะจิ” ซึ่งแปลว่า อัศวินพริกขี้หนู จากผลงานที่ท่านสามารถปราบโจร   เสือร้ายต่างๆ ได้มากมาย จึงได้รับฉายา   ดังต่อไปนี้
นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า
นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว
ขุนพันธ์ฯ   ดาบแดง (เชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก   ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้ายิ่งนัก )
รายอกะจิ   (อัศวินพริกขี้หนู) ฯลฯ
จอมขมังเวทย์

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช   หรือชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446   ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช   เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1   ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช   เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน   ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน   ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2   และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3   เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3   ครั้ง
เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์   รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ   ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง   (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร   เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ.   2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์   (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน)
พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2   ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า   เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ   ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว   จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ   บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม)   ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร   (โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปั้จจุบัน)เข้าเรียน พ.ศ. 2461 เลขประจำตัว บ.บ. 1430   ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ท่านได้เรียนวิชามวย ยูโด   และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี   จนมีความชำนาญในเชิงมวย ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ในปี พ.ศ.   2467
ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้   จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี   พ.ศ. 2472
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช   เป็นคนสุดท้ายของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานทินนาม ซึ่งพลตำรวจตรี   ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้ายโรคชรา ในวันที่ 5 เดือนกรกฎาคม   พุทธศักราช 2549 เวลา 23.27 น. ที่บ้านเลขที่ 764/5 ซ.ราชเดช ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง   อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

หลังจากจบการศึกษาแล้ว   ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย   ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2473   เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี
ในปี พ.ศ. 2474   ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง   ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่   จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป   โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ เสือสัง หรือเสือพุ่ม   ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง ขุนพันธรักษ์ราชเดช เล่าว่า   เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก   มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง   นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง   จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้   แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ   พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง   การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก   ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี   ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุตร พันธรักษ์   ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง   ได้รับรางวัล 400 บาท
หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16   คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น ด้วยความดีความชอบ   จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช" และในปี พ.ศ. 2478   ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร   จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์   บวชอยู่ได้ 1 พรรษา จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ. 2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ   ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา   ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน
การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ   การปราบผู้ร้ายทางการเมืองที่นราธิวาส ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ   "อะแวสะดอ ตาเละ"   นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน   เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้   ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมเป็นอันมาก   ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า "รายอกะจิ" หรือแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู"   และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง พ.ศ. 2482 ขุนพันธ์ฯ   ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ. 2485   ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย   รายสำคัญ คือ เสือสาย และ เสือเอิบ

ขุนพันธรักษ์ราชเดช   ถือดาบและเหน็บกริช แสดงลายนายตำรวจมือปราบหนวดเฟิ้ม
หลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ   ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ. 2486   ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร   ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย   ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม   จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี พ.ศ. 2489   ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท   ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม   เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น   กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรี   ชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้น   โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้   พ.ต.ต. สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช   เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10   มกราคม พ.ศ. 2489 เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน   ขุนพันธ์ฯ   ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท
ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ   ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม   คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า "ขุนพันธ์ดาบแดง" ฝีมือขุนพันธ์ฯ   เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง   2,000 บาท เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ   คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี   ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา   อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร   ขณะนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ   ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ   อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน   และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร
เมื่อปี พ.ศ.   2490 ขุนพันธ์ฯ ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น   และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ เสือวัน   แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร   ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล


ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
เสือดำ


หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ อดีตเสือดำ จอมโจรชื่อดังในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ร่วมสมัยกับ เสือใบ เสือฝ้าย เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า ระพิน ได้ชื่อว่าเสือดำ จากการสวมชุดดำเวลาออกปล้น และใช้ปืนคู่ แต่เมื่อเวลาออกปล้นจะต้องประกาศให้เจ้าทรัพย์รู้ก่อนล่วงหน้าเป็นสัปดาห์และปล้นด้วยความสุภาพ นิยมปล้นแต่คนรวยให้คนยากจน จนได้รับฉายาว่า สุภาพบุรุษเสือดำ เช่นเดียวกับเสือใบ เสือดำ ถูกปราบได้ด้วยขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจมือปราบชื่อดัง โดยขุนพันธ์ ฯ ให้โอกาสเสือดำกลับตัว เสือดำจึงไปบวชกับ พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจในยุคนั้น และบวชมาจนบัดนี้ ปัจจุบัน หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีนวลธรรมวิมล เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร มีอายุกว่า 80 แล้ว แต่สุขภาพก็ยังแข็งแรงอยู่ และมักได้รับเชิญเป็นประธานในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลร่วมกับ เสือใบ และ เสือมเหศวร เสมอ ๆ เรื่องราวของเสือดำ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2543 ในเรื่อง " ฟ้าทะลายโจร " โดยผู้รับบทเสือดำ คือ ชาติชาย งามสรรพ์



ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
เสือมเหศวร

เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า ศวร   เภรีวงษ์ เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี   เป็นจอมโจรชื่อดังในแถบภาคกลางหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองร่วมสมัยกับ เสือดำ,   เสือฝ้าย และเสือใบ โดยเสือมเหศวรแต่เดิมเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ   ที่ถูกอำนาจรัฐรังแกและถูกใส่ความว่าฆ่าพ่อตัวเอง   จึงจับปืนขึ้นต่อสู้และกลายมาเป็นจอมโจรชื่อดังในที่สุด โดยได้ชื่อว่า "มเหศวร"   จากการแขวนพระเครื่องมเหศวรไว้ที่คอ ซึ่งได้ชื่อว่าช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย   และเมื่อเวลาออกปล้นจะปล้นด้วยความโหดเหี้ยมจนได้รับฉายาว่า จอมโจรมเหศวร   เคยโดนตำรวจยิงที่ลำตัวและศีรษะหลายนัดแต่ไม่เข้า เสือมเหศวร   ถูกปราบโดยขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งขุนพันธ์ ฯ   เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้เสือมเหศวรมอบตัว หลังจากได้รับโทษในเรือนจำแล้ว   เสือมเหศวรก็ได้บวชเป็นพระและบวชเป็นพราหมณ์มาจนถึงปัจจุบัน แม้มีอายุกว่า 90 แล้ว   แต่เสือมเหศวรก็ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่   และเป็นที่เล่าลือว่าเป็นบุคคลจอมขมังเวทย์   มีชาวบ้านและผู้ที่เชื่อถือแวะเวียยนมาพบปะพูดคุยเสมอ ๆ โดยล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน   พ.ศ. 2550 เป็นผู้ทำพิธีปลุกเสกจตุคามรามเทพรุ่นเซ็นเสือมเหศวรของวัดแสวงหา   จังหวัดอ่างทอง ด้วย เรื่องราวของเสือมเหศวร   เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วสองครั้งหนึ่ง โดยผู้ที่รับบทเสือมเหศวรคนแรกคือ มิตร   ชัยบัญชา และเสือมหเศวรคนที่สองคือ สมบัติ   เมทะนี




ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
เสือใบ
เสือใบ มีชื่อจริงว่า ใบ สะอาดดี   เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี   เป็นจอมโจรชื่อดังในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่โด่งดัง ร่วมสมัยกับ เสือดำ,   เสือมเหศวร, เสือฝ้าย เป็นต้น โดยเสือใบจะออกปล้นในแถบภาคกลาง   จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดลพบุรี โดยเวลาออกปล้นจะแต่งชุดสีดำ สวมหมวกดำ   และปล้นด้วยความสุภาพ จนได้รับฉายาว่า สุภาพบุรุษเสือใบ   เสือใบถูกปราบได้โดยนายตำรวจมือปราบชั้นยอด คือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช

เรื่องราวของเสือใบ โด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างมาก   จนกลายมาเป็นวรรณกรรมของ ป. อินทรปาลิต ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้ง   ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 ชื่อ สุภาพบุรุษเสือใบ ผู้รับบทเสือใบ คือ ครรชิต ขวัญประชา   และในปี พ.ศ. 2541 ในเรื่อง เสือ โจรพันธุ์เสือ ที่ซึ่งบทเสือใบ นำแสดงโดย อำพล   ลำพูน กำกับการแสดงโดย ธนิตย์ จิตนุกูล   แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เสือใบในเรื่องแตกต่างจากเสือใบในชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง   เป็นต้นว่า เปลี่ยนชื่อจริงของเสือใบเป็น เรวัติ วิชชุประภา   และเป็นลูกชายของขุนนางผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475   ที่พ่อถูกฆ่าตายและถูกใส่ความจนต้องหนีเข้าป่าไปเป็นโจร หรือ นายตำรวจผู้ปราบเสือใบ   ชื่อ ผู้กองยอดยิ่ง สุวรรณากร ที่รับบทโดย ดอม เหตระกูล เป็นต้น
ปัจจุบัน   เสือใบยังคงมีชีวิตอยู่ สุขภาพยังคงแข็งแรงแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 80   กว่าแล้ว

"เสือ" "กลับใจ" !!!

"เราไม่เคยคิดจะเข้ามาในวงการโจร   แต่มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือก โดยประมาณปี 2490 มีโจรก่อเหตุเป็นจำนวนมาก   ขณะนั้นเราอายุ 20 กว่าปี เป็นวัยรุ่นไฟแรงคึกคะนอง   แต่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร กระทั่งที่บ้านมาถูกโจรปล้นควายไปจนหมดคอก   ไม่เหลืออะไรแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน จึงปรึกษาเพื่อนๆ ไปแก้แค้นเพราะทราบว่าโจร   คือ กลุ่มวัยรุ่นหมู่บ้านข้างเคียง โดยยิงวัยรุ่นกลุ่มนั้นตายไป 4 ศพ   จึงถูกตำรวจติดตามตัว ต้องหนีออกจากบ้าน แล้วเริ่มออกปล้นชาวบ้านใน จ.สุพรรณบุรี   ตั้งแต่นั้นมา".....

"เสือดำ" ที่ปัจจุบันหันหน้าสู่ "ร่มผ้าเหลือง"   บวชเป็นพระได้ฉายาว่า "หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร"   ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ "เส้นทางสายโจร"

"หลวงพ่อทวีศักดิ์" หรืออดีต "เสือดำ" เล่าถึง "ทางโจร" ที่ทำให้พบ   "เสือมเหศวร" และ "เสือใบ" ว่า ช่วงนั้นก็ออกปล้นเรื่อยมา จนมาพบกับ "เสือมเหศวร"   และ "เสือใบ" ซึ่ง "หัวอกเดียวกัน" เพราะทั้งสองถูกโจรปล้นบ้านและต้องการแก้แค้น   จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ขณะนั้น "สมุน" ยังไม่มี จึงแยกทางกันไป "สร้างชื่อ"   เพื่อหาลูกน้อง จนมีลูกน้องติดตาม 50-60 คน จึงตั้งเป็น "ซุ้มเสือดำ"!!!

เมื่อบ้านมีกฏบ้าน เมืองมีกฏเมือง "ชุมโจร"   ก็มีกฏของชุมโจร....."หลวงพ่อทวีศักดิ์" บอกว่า เล่าต่อว่า ในการปล้นของเรามี   "กฎเหล็ก" ว่าจะปล้นแบบ "ผู้ดี" คือ จะออกปล้นช่วงต้นเดือนและปลายเดือน   ก่อนเข้าปล้นจะประกาศล้วงหน้าว่าจะปล้นที่ไหน วันและเวลาใด   เพื่อให้เจ้าทรัพย์เตรียมตัวไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาเราก็มาปล้น   สมัยนั้นใช้ม้าเป็นพาหนะ มีปืนคู่กายคนละ 2 กระบอกและกระสอบใส่ทรัพย์สินคนละใบ   ก่อนลงมือจะยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัดเป็น "สัญญาณเตือน" ให้คนในหมู่บ้านรู้ว่ามาปล้นแล้ว   จากนั้นจะนำกระสอบไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อให้ชาวบ้านนำทรัพย์สินมาใส่   เป็นการป้องกันเหตุ "นองเลือด" เวลาทำงาน หรือ "ฤกษ์ปล้น" คือ   ตั้งแต่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนถึงแสงอาทิตย์ขึ้นเหนือฟ้าอีกครั้ง   เราก็เก็บกระสอบกลับออกไป

"กฏเหล็กสำคัญที่สุดของซุ้มเสือดำ คือ   ห้ามข่มขู่หรือทำร้ายเจ้าทรัพย์ นอกจากเจ้าทรัพย์จะฮึดสู้ทำร้ายเราก่อน   นอกจากนั้นสมุนทุกคนต้องอยู่ในศีลธรรม ห้ามยุ่งเกี่ยวกับสาวในหมู่บ้าน   ห้ามปล้นโรงสีข้าวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราไม่มีข้าวกิน   ห้ามปล้นตลาดสดเพราะเป็นจุดรวมของเด็ก คนแก่ และคนทั่วไป   ถ้าพบลูกน้องคนใดทำผิดกฎจะฆ่าทิ้งทันที เพราะถือว่าผิดสัจจะของกลุ่มโจร   ส่วนทรัพย์สินที่ปล้นมาจะแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ 1.ค่าอาหาร 2.ค่ากระสุนปืน   3.แบ่งไว้ช่วยเหลือคนจน 4.ช่วยเหลือโรงเรียน และ 5.ช่วยเหลือวัด.....

.....พื้นที่ปล้นอยู่ใน 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และชัยนาท   โดยจะแบ่งโซนกันระหว่าง เสือใบ และเสือมเหศวร   ช่วงว่างจากการปล้นจะพาลูกน้องเข้าป่าตัดต้นไม้ไปสร้างบ้านให้คนจนฟรี   เพื่อตอบแทนคุณ พร้อมทั้งมอบวัวที่เราปล้นมาให้อีกครอบครัวละ 1 คู่" อดีต "เสือดำ"   เล่าถึงเส้นทางสายโจรที่รุ่งโรจน์ของเขา ซึ่งพฤติกรรมดูคล้าย "โรบินฮู๊ดส์"

"เส้นทางสายโจร" ของ "เสือดำ" และเหล่าสมุน   รุ่งโรจน์และโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด จนกระทั่งการมาถึงของ "ขุนพันธ์"   เส้นทางสายโจรของพวกเขาก็เริ่มตีบตัน.....อดีต "เสือดำ" เล่าถึงชีวิตในช่วงต่อมา   ว่า ช่วงปี 2495-2499 ทางการเริ่มปราบปรามกลุ่มโจรอย่างหนัก เรา 3 เสือ คือ   "เสือดำ-เสือใบ-เสือมเหศวร" เป็นที่ต้องการตัวของทางการมาก มี "ค่าหัว"   คนละหลายหมื่นบาท การปล้นเริ่มมีอุปสรรค บางครั้งถึงขั้นต้อง "ดวลปืน" กับตำรวจ   แต่เราก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอดเพราะมีวิชา "อาคม" ที่เรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์   จนมาวันหนึ่งเรามีโอกาสได้ดวลปืนกับ "ขุนพันธ์" ที่ยกกำลังมาดักจับที่ จ.ชัยนาท   และวันนั้นก็ทำให้เรา "กลับใจ"

"ครั้งนั้นต่างคนต่างมีวิชาอาคมทั้งคู่   ทำอะไรกันไม่ได้และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาขุนพันธ   ก็นำกำลังออกไล่ล่าดวลปืนกันอีกหลายครั้ง จนสุดท้ายขุนพันธ์   ได้นัดคุยกันอย่างลูกผู้ชายกับเราว่าต่างคนต่างมีอาคม คงทำอะไรกันไม่ได้   จึงขอให้เราเลิกเป็นโจร หยุดปล้น ถ้าหยุดตำรวจจะยกเลิกการจับกุมทุกหมายจับ   แต่ต้องกลับตัวเป็นคนดีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรากลับมานอนคิดอยู่ 3 วัน เราปล้นมา   20 ปี ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเป็นโจร แบ่งเงินให้ลูกน้อง   แล้วแยกย้ายกันไปทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย เราได้ออกบวชศึกษาธรรมมะ   เพื่อหวังว่าบุญจากการบวชจะทดแทนสิ่งที่ได้ทำผิดไปได้บ้าง" อดีต "เสือดำ" กล่าว

มาที่อีกหนึ่ง "เสือร้าย" นามกระเดื่องที่ชื่อ "เสือใบ" หรือนายใบ   สะอาดดี....."เสือใบ" เล่าถึงอดีต ว่า ก่อนเป็น "โจร" ก็เป็นชาวนา บ้านอยู่   จ.สุพรรณบุรี พอช่วงปี 2487 ตอนนั้นอายุประมาณ 30 ปี   ที่บ้านถูกโจรวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาขโมยควาย ตอนนั้นไม่คิด "แค้น"   อะไรเพราะไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่อีก 5 เดือนต่อมา   โจรกลุ่มเดิมได้ย้อนกลับมาปล้นที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้ "ฉุดน้องเมีย" ไปด้วย   จึงแค้นมากคว้าปืนลูกซองออกตามล่าโจรและตามน้องเมียกลับคืนมา สุดท้ายฆ่าโจรตายไป 2   ศพ ถูกตำรวจตามจับ จึงหนีออกจากบ้านเข้าสู่ "เส้นทางสายโจร" มาอาศัยในป่าแถบ   จ.อ่างทอง เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของตำรวจ เมื่อไม่มีเงินซื้อข้าวก็ออกปล้น   จนมีชื่อเสียงใน "วงการโจร" มีลูกน้องเพิ่มขึ้นถึง 40 คน   หลังจากนั้นก็เข้าไปอยู่ในสังกัด "ซุ้มเสือดำ" เป็น 1 ใน 4   เสือที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด

"เสือใบ" บอกว่า พื้นที่ปล้นจะอยู่ในเขต   จ.อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท   ส่วนสุพรรณบุรีจะไม่ปล้นเพราะเป็นเขตอิทธิพลของเสือดำ   ถือเป็นเขตเดียวกันจะไม่เข้าไปรบกวน โดยเลือกปล้นเฉพาะ "คนรวยหน้าเลือด"   ได้เงินมาจากการ "โกง" คนจน คนรวยที่มีคุณธรรมช่วยเหลือชาวบ้านเราจะไม่ปล้น   และการปล้นแต่ละครั้งจะไม่เอาทรัพย์สินหมด เอาครึ่งเดียว   ใช้วิธีปล้นแบบขอเจ้าทรัพย์   สิ่งไหนเจ้าทรัพย์ไม่ให้ก็ไม่เอาและห้ามทำร้ายเจ้าทรัพย์เด็ดขาด   ยกเว้นจะขัดขืนต่อสู้ เมื่อปล้นมาได้จะนำทรัพย์สินบางส่วนไปให้คนจน

"จนกระทั่งถูกตำรวจจับและศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ผมรับสารภาพ   ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้รับการอภัยโทษเหลือจำคุก 20 ปี   แต่ขณะถูกคุมขังมีพฤติกรรมดี โดยวันหนึ่งมีนักโทษชายคนหนึ่งใช้มีดจะทำร้ายผู้คุม   ผมเห็นจึงเข้าไปช่วยเหลือ เลยได้ลดโทษออกมาจากคุก แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง"   อดีต "เสือใบ" กล่าว พร้อมให้ข้อคิดถึงเยาวชนรุ่นหลังว่า.....

อยากให้ลูกหลานที่ "เกเร" รู้ว่าการเป็น "โจร"   เป็นเสือมันไม่ดีเพราะต้องอยู่แบบหลบซ่อนตัวตลอดเวลา   และทรัพย์สินที่ปล้นมาอยู่ไม่ได้นาน จึงอยากจะให้ทุกคนตั้งใจทำงาน   ขยันหมั่นเพียรเข้าไว้ อยากได้
อะไรก็ค่อย "เก็บหอมรอมริบ" เอา   เดี๋ยววันหนึ่งเราจะได้สิ่งที่เราต้องการเอง!!!


ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
เสือฝ้าย


“ฝ้าย”   ชื่อเดิมของหนุ่มวัยฉกรรจ์ เขาถูกเล่นงานชนิดเจ็บแสบจากทางตำรวจ   โดยมีญาติรายหนึ่งหนุนเนื่องมากับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไส่ไคล้ฝ้ายให้ถึง กับจนมุม   ครั้งนั้นฝ้ายถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลอันตรายต่อชุมชนและรัฐ   ฐานกระทำความผิดร้ายแรงในข้อหาพาผู้ร้ายหลบหนี ฝ้ายซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่   จำต้องเดินเข้าซังเตอย่างไม่สามารถปริปากอุทธรณ์ความบริสุทธิ์ของตน   แปดปีกว่ากับการใช้ชีวิตในสถานกักขัง สูญสิ้นอิสรภาพทางกายภาพ   เหลือเพียงกำแพงกับซี่กรงเขรอะสนิมเป็นเพื่อนในทุกโมงยาม   ครั้นฝ้ายได้ลดอาญาจนหวนคืนปิตุภูมิ   จากจุดนี้...ฝ้ายลิขิตชีวิตตนเองใหม่ลงบนหน้ากระดาษ
"เมื่อรัฐเล่นตลกกับข้า   ข้าก็จะสร้างเสียงหัวเราะให้พวกมัน!

นับแต่นั้น “เสือฝ้าย”   ก็กลายเป็นชื่อที่หลายคนต่างพากันขยาด แม้กระทั่งทางการยังกริ่งเกรง   และไม่สู้จะหาทางลบชื่อนี้ลงได้ง่ายๆ นาม “เสือฝ้าย”   ตราอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ   ไพล่ถึงขนาดเป็นหัวข้ออภิปรายในสภาอยู่บ่อยครั้ง

คดีเสือฝ้ายควรจะจบลงแบบโป้งเดียวจอด   ทว่า...การกำจัดผู้ร้ายรายนี้กลับยากจนทางการต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อย ครั้ง   อุปสรรคสำคัญมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร   กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย   เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน
-ปล้นคนรวย   แจกคนจน-

เสือฝ้ายถูกผู้มีอำนาจเล่นงาน ดังนั้น   ศัตรูที่ฝ้ายตั้งเป้ากำจัดย่อมหนีไม่พ้นตัวการที่ส่งเขาไปกินข้างแดงในคุก   เสียงร่ำลือถึงวิธีการปล้นของฝ้าย เจตจำนงนั้นผิดกับโจรทั่วไป กล่าวคือ   ฝ้ายกับพรรคพวกมิได้ชิงทรัพย์เพื่อยังชีพ โดยประทังให้ปัจจัยสี่ไม่ขาดแคลน   ฝ้ายจงใจเล่นงานบรรดาเศรษฐี ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะพวกแปดเปื้อนมลทิน   กลิ่นคาวฉาวโฉ่ ประเภทฉ้อโกง ขูดรีด และอาศัยอำนาจในการทำให้ตัวเองร่ำรวย   นี่คือเป้าหมายของฝ้าย ด้วยเหตุนี้ คนยากหรือผู้ขัดสนทรัพย์สินศฤงคาร   จึงรอดพ้นเงื้อมมือเสือฝ้าย หนำซ้ำ ยังจะได้ ‘ทรัพย์’ อันเป็นผลพลอยได้อีกต่างหาก   การกระทำของฝ้ายเช่นนี้เอง ชาวบ้านถิ่นสุพรรณต่างพร้อมใจเป็นปราการด่านแรก   ยันกับการทำคดีของตำรวจ อาทิ การบิดเบือนข้อมูลหรือให้การเท็จ   ตลอดจนความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของทางการ   กลุ่มเสือฝ้ายสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ   ก็ชาวบ้านอีกนั่นแหล่ะที่นำข่าวมาแพร่งพราย   อุปสรรคสำคัญของตำรวจมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร   กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย   เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน พุทธศักราช 2489 เสือฝ้ายสิ้นท่าคาบ่อน้ำ   ตามรูปคดีควรจะมีการนำศพไปทำพิธี หรือไม่ก็ชันสูตรประกอบแผน   ทว่าทางตำรวจจงใจทิ้งศพของเสือฝ้ายให้ลอยขึ้นอืดสามวันสามคืน   เพื่อให้ชาวบ้านได้มาเห็นตำตาต่อความพ่ายแพ้ที่โจรมีต่อตำรวจ   การย้ำชัยชนะในลักษณะนี้ เป็นการสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคม “ดูไว้เป็นเยี่ยง   แต่อย่าเอาเป็นอย่าง” คงไม่มีคำพูดใดเหมาะสมไปกว่าคำนี้อีกแล้ว   สำหรับการยืนยันถึงคนที่คิดอยู่เหนือกฎหมาย










ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
ตี๋ใหญ่
  

ภาพถ่ายตัวจริงของตี๋ใหญ่

  ตี๋ใหญ่ มีชื่อจริงว่า กรประเสริฐ   ช่างเขียน เกิดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2495 เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ อ.ดำเนินสะดวก   จ.ราชบุรี เดิมมีชื่อว่า "ไพโรจน์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรประเสริฐ   เป็นลูกชายคนโตในจำนวนลูก ๆ ทั้ง 7 คนของครอบครัว เมื่อยังเด็ก   ตี๋ใหญ่เป็นคนนิสัยสุภาพเรียบร้อย ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นอาชญากรได้เลย   จนกระทั่งเรียนจบ ป.4 แม่ได้ส่งเข้ามาทำงานที่กรุงเทพที่ตลาดมหานาค ณ   ที่นั่นตี๋ใหญ่ถูกนักเลงเจ้าถิ่นรังแก เลยทำให้เป็นคนสู้คนขึ้นมา   จนกระทั่งก่ออาชญากรรมได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อพ่อของตี๋ใหญ่ทราบว่าลูกชายเป็นโจร   ก็ประกาศตัดขาดความเป็นพ่อ-ลูกกันและไม่ยอมให้ตี๋ใหญ่กลับเข้าบ้านอีกเป็นอันขาด
  ตี๋ใหญ่   โด่งดังจากการเป็นโจรปล้นฆ่าชื่อเสียงโด่งดัง ในราวก่อนปี พ.ศ. 2520   โดยจะปล้นฆ่าไปทั่วแถบบริเวณ จ.ราชบุรีและหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง   และบางส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้แล้ว ตี๋ใหญ่ ยังถือเป็นโจรใจเด็ด   เพราะเคยหนีตำรวจโดยกระโดดลงจากรถไฟมาแล้ว   และสลัดกุญแจมือด้วยการซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานให้รถไฟทับให้ขาด   ในขณะที่ถูกควบคุมตัวบนขบวนรถไฟจากกรุงเทพไปขึ้นศาลที่เชียงใหม่จากคดีปล้นร้านทองที่เขตภาษีเจริญ   เมื่อปี พ.ศ. 2518 และยังเคยบุกปล้นคุกเพื่อช่วยลูกน้อยที่ติดคุกอยู่อีกด้วย   และนอกจากนี้ยังเชื่อว่ากัน ตี๋ใหญ่ เป็นโจรจอมขมังเวทย์ มีคาถาอาคมกำบังหายตัวได้   จึงทำให้หลุดรอดจากการจับกุมของทางการอยู่เสมอ ๆ
  นอกจากนี้แล้ว ตี๋ใหญ่   ยังเป็นโจรเจ้าชู้ กล่าวกันว่ามีภรรยาหลายคน เพราะเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง   โดยตี๋ใหญ่โกหกชื่อตน ว่าชื่อแจ็คบ้าง ไพโรจน์บ้าง เป็นต้น   โดยที่ภรรยาเหล่านี้บางคนยังไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่า สามีของตนนั้นเป็นโจร   ปัจจุบันบุตรชายของตี๋ใหญ่มีเพียงคนเดียว
  ตี๋ใหญ่มักจะอยู่ไม่เป็นที่   ต้องคอยหลบหนีตลอด โดยเวลานอนจะจุดธูปหนีบไว้ที่นิ้วเท้าเมื่อธูปหมดดอก   ก็จะย้ายไปที่อื่น ตี๋ใหญ่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ   มักจะแต่งกายด้วยเสื้อเชิร์ตลายสก๊อต กางเกงยีนส์สีดำ สวมแว่นตาดำ และรองเท้าผ้าใบ   เวลาตี๋ใหญ่ออกปล้นมักจะฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วยความโหดเหี้ยม   โดยจะส่งเสียงขู่ด้วยน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัว แต่ก็เสียงเล่าลือกันอีกว่า   ในบางครั้งตี๋ใหญ่ก็ปล้นแต่เฉพาะคนรวย   และใครเคยช่วยเหลือก็ไม่เคยลืมบุญคุณและจะนำทรัพย์สินที่ปล้นได้มาแบ่งให้   โดยวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่เล่าลือของตี๋ใหญ่คือ   เมื่อหลบหนีตำรวจ จะใช้วิธีดำน้ำโดยการใช้ปากดูดอากาศจากก้านบัวเหมือนหลอด   ซึ่งตี๋ใหญ่เคยทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยยังเด็ก ๆ   เพราะสภาพแวดล้อมแถวบ้านเป็นเรือกสวนไร่นาและลำคลอง
  ตี๋ใหญ่ได้เสียชีวิตในวันที่   26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 โดยตำรวจโดยการนำของ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์   (ยศในปัจจุบัน-อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล) เล่ากันว่าที่ตี๋ใหญ่เสียชีวิตนั้น   เพราะกำลังหลบหนี   ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันได้ให้ลูกน้องขับรถกระบะไปรับเพื่อไปหาพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง   คือ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ที่ จ.สมุทรสาคร   เพื่อไปขอพระจากหลวงปู่สุดเพราะของเดิมผู้ที่รู้บางท่านบอกว่าถูกเพื่อนขโมยไป   ทั้งตะกรุดและพระ แต่ไม่พบ ขณะที่เดินทางกลับ   ได้ถูกเพื่อนร่วมเดินทางซึ่งเป็นลูกน้องหักหลังยิงตี๋ใหญ่จนตาย แล้วรีบออกจากรถ   หลังจากตำรวจมาถึงรถที่ตี๋ใหญ่ตายอยู่ในรถก็ได้ระดมยิงถล่มรถอีกครั้งโดยไม่รู้ว่าตี๋ใหญ่ได้ตายอยู่ในรถก่อนหน้านี้แล้ว   แต่ทว่าจากคำบอกกล่าวของลูกน้องคนนึงของตี๋ใหญ่ กล่าวว่า   ตี๋ใหญ่ถูกลูกน้องคนนี้หักหลัง ด้วยถูกตำรวจจ้างด้วยเงิน 200,000 บาท   พร้อมให้สัญญาจะช่วยในคดีฆ่าคนตาย 2 คดีให้หลุดพ้น   ซึ่งตี๋ใหญ่ไม่ได้ถูกตำรวจฆ่าตายเลย
  ภายหลังจากการเสียชีวิตแล้ว   ยังมีเสียงเล่าลือกันว่า ตี๋ใหญ่แท้จริงยังไม่ตาย   บ้างก็ลือกันว่าตี๋ใหญ่ได้หนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา   บ้างก็เชื่อว่าที่ตี๋ใหญ่เสียท่าแก่ตำรวจ เพราะได้หลบไปซ่อนอยู่ใต้ผ้าถุง   อาคมในตัวจึงเสื่อม เป็นต้น เรื่องราวของตี๋ใหญ่ยังถูกเล่าขานต่อ ๆ กันมา   จึงได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2528 ทางช่อง 5   ผู้ที่รับบทตี๋ใหญ่ คือ ฉัตรชัย เปล่งพานิช พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ รับบทโดย   ฐาปกรณ์ ดิษยนันท์ และในปี พ.ศ. 2543 ทาhttp://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
แดง ไบเล่
   

แดง   ไบเล่ มีชื่อจริงว่า บัญชา สีสุกใส เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2483 ที่   ตรอกสลักหิน หรือที่นิยมเรียกว่า ตรอกไบเล่ (เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตน้ำอัดลมไบเล่)   ข้างหัวลำโพง เขตปทุมวัน กรุงเทพ ฯ โดยเป็นลูกของนางโฉม โสเภณีในย่านนั้น   โดยพ่อเสียชีวิตไปก่อนที่แดงจะเกิด
  แดง   เมื่อเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นเป็นหัวโจกของบรรดาวัยรุ่นทั้งหลายในยุคนั้น   จนมีชื่อเสียงโด่งดังว่า แดง ไบเล่   เนื่องด้วยบรรดานักเลงอันธพาลในยุคก่อนพุทธศักราช 2500 นั้น   ล้วนแต่มีชื่อเรียกขานต่าง ๆ เช่น พัน หลังวัง, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่,   แหลมสิงห์, จ๊อด ฮาวดี้, แอ๊ด เสือเผ่น, พล ตรอกทวาย เป็นต้น แต่ แดง ไบเล่   ถือเป็นขวัญใจของเหล่าวัยรุ่นตัวจริง เนื่องจากเป็นบุคคลหน้าตาดี กล่าวกันว่า แดง   ไบเล่ สามารถกอดคอกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์   อธิบดีกรมตำรวจในยุคนั้นได้เลยทีเดียว
  เรื่องราวของแดง ไบเล่   ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งหนึ่งในชื่อ 2499 อันธพาลครองเมือง   โดยมีแดงเป็นตัวเอก แต่หลังจากภาพยนตร์ออกฉายแล้ว   เกิดเป็นกระแสพูดคุยกันอย่างกว้างในสังคมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับภาพยนตร์   ซึ่งเหล่าบุคคลร่วมสมัยหรือที่เคยรู้จักกับแดง ต่างบอกว่า   แดงตัวจริงนั้นไม่เคยฆ่าคน ไม่ถึงขั้นเป็นโจร แต่เป็นนักเลงวัยรุ่นธรรมดา ๆ   เท่านั้นเอง ไม่มีใครเคยเห็นแดงกินเหล้า แต่เครื่องดื่มของแดงที่ชื่นชอบคือ   มิลค์เชค ซึ่งต่างจากตัวตนในภาพยนตร์โดยสิ้นเชิง   อีกทั้งหลายอย่างก็เพี้ยนจากความจริง เช่น แดงตัวจริงได้บวช   หรือการยกพวกตีกันของวัยรุ่นที่เรียกว่า "ศึก 13 ห้าง" นั้น   แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการไล่ตีกันของวัยรุ่นฝั่งพระนครเจ้าถิ่นกับนักเรียนขาสั้นที่ข้ามฟากมาจากฝั่งธน   ฯ เพื่อมาหาซื้อผ้าเสิร์ตตัดกางเกงที่บางลำพู   โดยฝ่ายที่ถูกไล่ตีวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนชนหม้อข้าว   หม้อแกงของแม่ค้าข้างถนนล้มระเนระนาด เท่านั้น
  ปัจจุบัน แดง ไบเล่   ได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2507 ด้วยวัยเพียง 24 ปี   ด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำ   ขณะที่เดินทางไปชลบุรีเพื่อเข้าเป็นลูกน้องของผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งที่นั่น



ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 46%
* ** *
HP: 0.9%
* ** *
PD: 0.844
* ** *
Login Time : 23:2:23
Total Posts : 1232
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
ดำ หัวแพร

ดำ หัวแพร จอมโจรคนดียวในแผ่นดินที่มีอนุสาวรีย์

 
 
 
  เมื่อเห็นว่ารัฐปฏิบัติกับคนจนอย่างไม่เป็นธรรม   ชุมโจรเมืองพัทลุงจึงลุกขึ้นต่อต้านทางการ กลายเป็นที่มาและตำนานจอมโจรชื่อก้อง "ดำ   หัวแพร" ผู้ไม่ก้มหัวให้อำนาจรัฐ   แม้วาระสุดท้ายของชีวิต
     
    86   ปีกับความทรงจำอันลางเลือนของใครบางคน ทว่า   กับคนพัทลุงส่วนใหญ่ยังจดจำวีรกรรมในอดีตของจอมโจรชื่อก้อง นาม "ดำ หัวแพร"   ได้อย่างแจ่มชัดทุกครั้งที่เห็นรูปปั้นเหมือนจริง   อนุสรณ์ชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันของจอมโจรแดนใต้ผู้นี้
     
      พลิกแฟ้มคดีดังฉบับนี้   จะพาท่านผู้อ่านไปพบกับชีวิตของ ดำ หัวแพร ที่โลดแล่นอยู่เมื่อ 86 ปีก่อน   จากคำบอกเล่าของ "สมคิด ทองสง" ผู้อำนวยการ ร.ร.วัชรธรรมสถิต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง   ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง คือ   นักวิชาการท้องถิ่นที่พยายามเก็บรวบรวมและศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้เลือนหายไปกับกาลเวลา
     
      ผอ.สมคิด เล่าให้ฟังว่า ราวปี 2439   ประเทศไทยปฏิรูปการปกครองประเทศเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล   รัฐจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาประเทศในมณฑลนครศรีธรรมราช เช่น   เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา และเมืองพัทลุง จึงออกกฎหมายจัดเก็บภาษีอากรต่างๆ   ขึ้นหลายฉบับ และการจัดเก็บเงินค่ารัชชูปการจากชายฉกรรจ์คนละ 3 บาท   หากใครไม่มีเงินจ่ายก็จะต้องไปใช้แรงงานให้ครบกำหนดเงินที่รัฐเรียกเก็บ
     
      ภาษีรัชชูปการ คือ   เงินช่วยราชการตามที่กำหนดเรียกเก็บจากราษฎรชายที่มิได้รับราชการทหารเป็นรายบุคคล!   ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จึงเริ่มมีการต่อต้านการจัดเก็บภาษีอย่างเงียบๆ   บางคนปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีนี้ บ้างก็หลบเลี่ยง จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นชุม   จัดการดูแลกันเอง
     
      หนึ่งในจังหวัดที่มีการต่อต้านอย่างรุนแรง คือ พัทลุง   ไม่นานนักจากการรวมกลุ่มก็กลายเป็น "ชุมโจร" ไปในที่สุด   จุดประสงค์หลักของคนกลุ่มนี้ คือ ปฏิเสธการเสียภาษีไปพร้อมๆ   กับการไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจรัฐ ชุมโจรส่วนใหญ่ยังเป็นแบบฐานลอย คือ   เคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักแหล่งชัดเจน ตั้งแต่พัทลุงไปจนถึงนครศรีธรรมราช   หากถูกปราบปรามหนักๆ   อาจจะหลบเข้าไปถึงเมืองตรัง
     
      "เท่าที่ทราบตอนนั้นมีชุมโจรหลายสิบแห่ง   เรียกชื่อตามพื้นที่อาศัย สมัยนั้นทุกหมู่บ้านต้องมีโจรคอยปกป้องดูแลรักษาลูกบ้าน   ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ โจรมีหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านและลูกบ้านไม่ให้ถูกรังแก   โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและชุมโจรแห่งอื่น" สมคิด   เล่า
     
      ในจำนวนชุมโจรที่มีอยู่กลาดเกลื่อนดูเหมือนชุมโจร "ขุนพัท" หรือ "รุ้ง   ดอนทราย" จะกินอาณาเขตกว้างใหญ่และชื่อเสียงขจรขจายกว่าชุมโจรอื่นๆ   ด้วยมีลูกสมุนมือดีมากมาย ไล่ตั้งแต่ ขุนอัสดงไพรวัน หรือเจ้าของฉายา "ดำ หัวแพร"   ควบตำแหน่งรองหัวหน้าชุมโจร ขุนอรัญไพรี ฉายา "ดำ ปากคลอง" ขุนประจบดำ แพรศรี หรือ   "นายวันพาชี" จากบ้านม่วงลูกดำ ต.นาท่อม อ.เมือง จ.พัทลุง และขุนคเนศวร์พยอมหาญ   หรือ "ดำ บ้านพร้าว"
   
    ชุมโจรขุนพัทมีกฎเหล็ก 5 ข้อ   ให้ลูกสมุนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีความชอบธรรมในการอยู่ร่วมกัน ได้แก่
     
      1.ก่อนเข้าปล้นต้อง "ปักกำ" หรือบอกให้เจ้าทรัพย์รู้ตัวล่วงหน้า   หากใครมีคาถาอาคม   หรือมีของดีติดตัวจะได้เอาออกมาป้องกันตัว
     
      2.จะปล้นเฉพาะบ้านคนรวย   และถือเอาทรัพย์สินเฉพาะที่เก็บสะสมไว้เท่านั้น   จะไม่เอาทรัพย์สินที่ติดตัวอยู่
     
      3.หากเคยไปพักพิง พึ่งข้าวน้ำ   หรือหลบแดดฝนชายคาบ้านใด นอกจากจะไม่ปล้นไม่รังแกแล้ว   ยังต้องให้ความคุ้มครองป้องกันภัยแก่บ้านนั้นด้วย
     
      4.หากเจ้าทรัพย์ไม่ต่อสู้   หรือต่อต้าน ขัดขืน ห้ามทำร้าย
     
      5.ห้ามทำร้ายเด็กและผู้หญิง
 
   
      ชุมโจรของรุ้ง ดอนทราย ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับทางการอย่างชัดเจน   ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ชาวบ้านติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ   โดยพวกพ้องของเขาจะให้ความคุ้มครองแทน ไม่นานพวกเขาก็ตกเป็นเป้าสายตา   และเป้าหมายปราบปรามของทางการ ราวปี 2462 รุ้ง ดอนทราย เสียชีวิต   บ้างก็ว่าถูกฆ่าตาย บางกระแสก็ว่าเป็นไข้ตาย จะอย่างไรก็ตามแต่   เจ้าหน้าที่ได้นำศพรุ้ง ดอนทราย มัดติดกับต้นตาลที่วัดกุฏ หรือวัดสุวรรณวิชัย   อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ในปัจจุบัน
           
        สิ้นหัวหน้าชุมโจรไม่นาน ดำ หัวแพร   ก็ขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน เขาแผ่อิทธิพลไปทั่วหมู่บ้านร้านตลาดในอำเภอสู่ตัวเมือง   และข้ามไปจังหวัดใกล้เคียง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวโพกผ้าแพรสีดำอย่างดีตลอดเวลา   จึงกลายเป็นที่มาของฉายา "ดำ หัวแพร" ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ตรงข้ามกับชื่อ   ผมหยิกยาวเป็นลอนดำขลับ ทำให้เขามีเมียมากถึง 3 คน
       
        อาวุธประจำตัวดำ หัวแพร   คือ "พร้าลืมงอ" จากปลายถึงด้ามยาวประมาณ 120 เซนติเมตร ตัวพร้าเป็นเหล็กกล้าคมกริบ   มีชื่อเรียกว่า "อ้ายใจดำ" เนื่องจากจอมโจรชื่อก้องคนนี้   จะใช้มันเชือดคอศัตรูที่กล้ามาต่อกรและทำร้ายคนของเขา ดำ หัวแพร   มีท่าแบกพร้าที่ไม่เหมือนใคร โดยจะเอากลางด้ามวางบนบ่า ปลายด้ามแนบชิดลำตัว   คมพร้าจะบังมิดหูพอดี ไม่มีใครในเมืองลุงที่แบกพร้าทำนองนี้   ด้วยกลัวว่าจะถูกทางการเหมาว่าเป็นพวกโจรดำ หัวแพร
       
        "เขามักจะตอบโต้ด้วยความรุนแรง เช่น ฆ่าคนที่ให้ความช่วยเหลือทางการ   เชือดคอด้วยพร้าลืมงอ ใช้ตะปูตอกตรึงมือ อย่างไรก็ตาม เขายึดถือหลักปฏิบัติ 5 ข้อ   ของชุมโจรอย่างเคร่งครัด" ผอ.สมคิด   บอก
       
        คำบอกเล่าที่อาจารย์สมคิดได้ฟังมาจากคนยุคเก่าก่อน คือ ครั้งหนึ่งที่ดำ   หัวแพร ต้องการแก้แค้นให้รุ้ง ดอนทราย มีสายตำรวจคนหนึ่งเป็นผู้หญิงเขาก็ปล่อยตัวไป   โดยไม่ทำอันตรายใดๆ แม้แต่น้อย ครั้นเข้าปล้นบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง   เมื่อป่าวประกาศบอกเจ้าของบ้านให้รู้ตัวแล้ว   เจ้าของบ้านก็เตรียมข้าวปลาอาหารไว้ต้อนรับขับสู้ เมื่อดำ หัวแพร   พร้อมสมุนไปถึงเศรษฐีก็เชื้อเชินให้กินข้าวก่อน ด้วยชื่นชมในวิถีที่เขาดำเนินมาตลอด   ครั้นกินอิ่มจอมโจรก็เดินทางกลับ   เพราะถือว่าเศรษฐีนี้มีบุญคุณให้ข้าวให้น้ำกิน
       
        ปี 2462-2464   เป็นช่วงที่ทางการเมืองพัทลุงออกปราบปรามชุมโจรอย่างจริงจัง พ.ต.ท.พระวิชัยประชาบาล   หรือ บุญโกย เอโกบล ผู้บังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ถูกส่งตัวมาปราบดำ   หัวแพร มีการตั้งกองอำนวยการขึ้นที่วัดกุฏิ อ.ควนขนุน วัดนาท่อม อ.เมือง จ.พัทลุง   และวัดหนองจิก อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
       
        วันหนึ่ง พ.ต..พระวิชัยประชาบาล   สืบทราบว่า ดำ หัวแพร กับสมัครพรรคพวกกำลังกินหวาก (กระแช่) ที่บ้านหนองคลอด   หรือหนองช้างตลอด ทุ่งหัวคด ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จึงมอบหมายให้ ส.ต.ต.สิริ แสงอุไร   ส.ต.ต.นำ นาคะ   และ พลตำรวจร่วง สามารถ พร้อมอาวุธครบมือไปล้อมจับ   ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใคร จนล่วงเข้าพลบค่ำ ส.ต.ต.สิริ   เหลือกระสุนติดตัวอยู่เพียงนัดเดียว   จึงออกอุบายแกล้งทำเป็นถูกกระสุนล้มลง
       
        เมื่อเห็นเช่นนั้น ดำ หัวแพร   ถึงกับลิงโลดใจ ลืมกฎของความระมัดระวังไปสิ้นเชิง เขาตรงดิ่งเข้าไปหมายใช้   "อ้ายใจดำ" เชือดคอเหมือนที่เคยทำกับศัตรูอย่างที่แล้วๆ มา อนิจจา!   เขากลับตกเป็นเหยื่อเสียเอง เมื่อกระสุนนัดสุดท้ายของ ส.ต.ต.สิริ   พุ่งตรงเข้าใส่ร่างดำ หัวแพร ถึงกับทรุดกองลงกับพื้น   ท่ามกลางความตื่นตกใจของบรรดาสมุนโจร   ที่ต่างกรูเข้านำร่างหัวหน้าออกมาจากจุดปะทะ
       
        ดำ หัวแพร   ยังคงเป็นจอมโจรใจเด็ดผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ทางการฉันใดก็ฉันนั้น   ถึงแม้จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด เขาก็ไม่ยอมทิ้งลายเสือ   ตัดสินใจใช้เชือกแขวนคอตายใต้ต้นไม้ เพียงเพื่อไม่ต้องการให้ทุกคนกล่าวขานว่า   จอมโจรชื่อก้องจบชีวิตด้วยน้ำมือเจ้าหน้าที่รัฐ
       
        แม้วิญญาณจะละจากร่างไปแล้ว   แต่ตำรวจก็นำศพมามัดประจานไว้ที่หน้าวัดกุฏิเฉกเช่นเดียวกับรุ้ง ดอนทราย   ไม่ให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง แต่ชื่อของ "ดำ หัวแพร" ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนพัทลุง   แม้จะเป็นด้านตรงข้ามกับความดีงาม   แต่วิถีแห่งโจรใต้เมืองลุงนี้ก็เป็นที่เล่าขานเป็นตำนานเหมือนกับเป็นลมหายใจของคนที่นี่
       
       
      รูปปั้นจอมโจร
           
        หลังมรณกรรมมาเยือน "ดำ หัวแพร" ผู้คนใน   จ.พัทลุง มีความรู้สึกแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ   เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมองว่าดำเป็นโจรชั่ว เป็นศัตรู ส่วนคนที่รู้จักบ้างก็นับถือว่า   ดำชอบช่วยเหลือคนจน กตัญญูรู้คุณต่อคนที่มีบุญคุณ   จนชาวบ้านส่วนหนึ่งได้สร้างรูปปั้นเหมือนจริงไว้เป็นที่ระลึกที่เขาวังเนียง   ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะของเทศบาล บริเวณฐานมีป้ายระบุชื่อ "ดำ หัวแพร"
       
        อาจารย์สมคิด ทองสง บอกว่า การที่รูปปั้นจอมโจรมาตั้งอยู่หน้าเทศบาล   ทำให้เป็นที่ถกเถียงถึงความเหมาะสมว่า เหตุใดชาวพัทลุงถึงบูชาโจร   เกิดกระแสต่อต้านจากคนบางกลุ่ม แต่บางคนก็สนับสนุนให้คงรูปปั้นไว้   ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีคำสั่งให้ทุบทิ้ง   เขาจึงเป็นแกนนนำชาวบ้านนำหุ่นมาตั้งไว้หลัง ร.ร.ปัญญาวุธ แทน
        ถึงแม้ ดำ หัวแพร   จะเป็นจอมโจรชื่อก้อง ทว่า   น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่ทุกวันนี้ยังมีผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้อยู่ไม่ขาด   โดยเฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์
       
        นอกจากรูปปั้นนี้แล้ว ยังมีลูกสาว   ปัจจุบันอายุ 71 ปี อาศัยอยู่ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช อีกคน ที่ทำให้ ดำ หัวแพร   มีตัวตนมากกว่าจอมโจรในตำนานคนอื่นๆ ทว่า   ลูกสาวคนนี้ไม่เคยรู้ประวัติของพ่อผู้ให้กำเนิดเลย   ด้วยเหตุที่ดำเสียชีวิตตอนเธออายุได้ 2 ขวบเท่านั้น
     
 

ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/562
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
หน้า: 1    ขึ้นบน พิมพ์
กระโดดไป:  


ถ้าคิดว่า ยังอยากยกเครื่องไปซ่อม บ่อยๆ ไม่ต้องอ่าน เสียเวลาเปล่า
เดี่ยวนี้ร้านคอมพิวเตอร์ มีอยู่มากมาย ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่
คุณภาพงานซ่อมก็แตกต่างกันไป ผมบอกตรงๆเลย งานซ่อมจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับช่างที่ซ่อมครับผม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ร้านใหญ่แล้วจะซ่อมดีกว่าร้านเล็กๆ ช่างที่มีประสบการณ์สูงๆ รอบบินไม่ต่ำกว่า 10 ปีเป็นต้นไปผมบอกก่อนเลย เขาไม่มาเป็นลูกน้องใครหรอกครับส่วนใหญ่ก็จะมาเปิดร้านรับทำเองซะมากกว่า ถ้าไม่เชื่อผมลองไปร้านคอมใหญ่ๆดูสักร้านซิครับแล้วขอดูหน้าช่างหน่อย แล้วคุณจะเชื่อผมเอง ผมเป็นช่างคอมคนหนึ่งเหมือนกันถ้าผมเป็นลูกน้องเขา ผมคิดอยู่อย่างเดียวเลย ทำให้เสร็จๆก็พอเพราะ ภาระมันไม่ได้ตกอยู่ที่ผม แต่ตกอยู่ที่ร้าน ร้านพวกนี้เปลี่ยนช่างไปเรื่อยๆครับ ส่วนใหญ่จะรับพวกมือใหม่พึ่งเรียนจบ ร้อนวิชา อยากทำงานถ้าคุณไม่เชื่อผมลองไปดูร้านคอมใหญ่ๆสักร้าน ไม่เกิน 6-24 เดือน พวกนี้เขาก็ออกกันแล้ว พวกนี้ไม่สู้งานหรอกครับเพราะ เงินเดือนน้อย ร้านก็ไม่ใช่ของเขา ทำงานตามกำลังเงิน แล้วคุณคิดเหรอว่าเขาจะ ตั้งใจเอาใจใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณขนาดไหนการซ่อมคอมพิวเตอร์มีอยู่หนึ่งขั้นตอนแล้วเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุด ไม่มีช่างคนไหน อยากจะทำหรอก นั้นคือการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ ย้ำว่าต้องทั้งภายนอกและภายในแล้วต้องรู้หลักการทำความสะอาดให้ถูกด้วย บางเครื่องทำยาก บางเครื่องทำง่าย ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของช่างแต่ล่ะคน แต่ที่ยากและหินจริงๆคือการแกะเครื่อง Notebook แต่ล่ะรุ่นบ้างรุ่นแกะโครตยาก บ้างรุ่นแกะโครตง่ายแตกต่างกันไปส่วนจะเชี่ยวชาญหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ฝีมือ และประสบการณ์การทำอยู่ดีอย่างผมซ่อมคอมมาไม่ต่ำกว่า 18 ปีซ่อมเครื่อง มาแล้ว เป็น 10,000 เครื่อง เกือบทุกรุ่นแล้วก็ว่าได้ กลายเป็นเรื่องง่ายไปแล้ว แต่สำหรับ มือใหม่ๆหรือช่างที่ประสบการณ์น้อยๆ แกะ Notebook ของพวกท่าน ถามว่าแกะได้ไหมผมบอกก่อนอาจแกะได้ แต่เกิดความเสียหายจาก Notebook ของท่านเป็นแน่แท้แกะไม่ถูกวิธีมีหัก มีเสียของ ลูกค้าไม่รู้หรอกครับผม เพราะ มันอยู่ ข้างใน 5555 ดูไม่ได้หรอก อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยมากๆชิ้นส่วนก็บางมากๆ เครื่องมือต้องพร้อมด้วยครับบอกก่อนไขควงต้องมีทุกเบอร์ ของอุปกรณ์ เอาไว้งัด อีกอย่าง ชุดระบายความร้อน ต้องครบจริงๆ
เรื่องลงโปรแกรม

การลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ
1.ลงแบบปกติ

ลงตามหลักการคอมพิวเตอร์เลย เป็นวิธีที่ดีที่สุดไม่เป็นที่นิยมกันแล้ว เพราะใช้เวลานานมากๆ ไม่ต่ำกว่า 5-10 ชั่งโมงร้านที่รับลงแบบนี้ บอกก่อนเลยครับว่า ต้องแน่จริงๆ ต้องอดทนมากๆกว่าจะทำเสร็จรับเงิน เหนื่อยสมองเอาเรื่องเลย แต่ลูกค้าจะได้ เครื่องที่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม ด้วยเทคโนโลยี ต่างๆ ที่เครื่องเรามีออกมาได้หมดเสถียรด้วยปัญหาจุกจิกน้อย เร็วด้วย เสียยากขึ้นโอกาศความผิดพลาด ทางด้านโปรแกรมมีน้อยมาก ทุกอย่างลงตัวสุดๆพูดมาขนาดนี้ ก็บอกก่อนเลยครับว่าผมใช้วิธีนี้อยู่ บ้างคนไม่เชื่อว่าจะลง นานขนาดนี้เลยเหรอ ผมยินดีให้ท่านนั่งดูผมทำจนเสร็จได้เลยครับผมถ้าท่านทนได้ อิอิ
2.ลงแบบ Ghost

พูดแล้วอาจจะงงๆ พูดง่ายๆคือ จับโปรแกรมมาโคลนนิ่งลงคอมเลยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ก็เสร็จ ที่เขาให้ทิ้งเครื่องไว้ก่อน เพราะ ต้องการให้เวลา เป็น ค่ากำหนดของราคา ว่า ถ้า ได้รับเครื่องไปเลย จะไม่สมราคา แต่จริงๆ เสร็จนานแล้ว และ ลูกค้าก็ลองคิดดูเอานะ ครับว่าคุณภาพจะออกมาเป็นยังไง บอกให้ก็ได้ครับ ห่วยมากๆ เครื่องคุณจะเร็วแค่พักเดียว แล้วก็จะค้างช้า แฮงค์ รวนอีกเหมือนเดิมยกเข้าร้านคอมบ่อยขึ้น เพื่ออยากได้งานขายของ ขายสินค้า ช่างใหม่ๆใช้วิธีแบบนี้หมด เพราะ เสร็จเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาด้วย แต่เสียเวลาลูกค้า แน่นอนบางคนซื้อคอมพิวเตอร์วมาเครื่องล่ะ 25,000 บาทแล้วไปลงโปรแกรมแบบ Ghost 300 บาท ผมไม่อยากคิดภาพเลยว่ามันจะเป็นอย่างไง 5555 บอกตรงๆ ครับผม เสียของหมด ประสิทธิภาพที่ได้มา ก็ไม่เต็มที่แถมข้อมูลโปรแกรม กากๆ ไปอยู่ใน Harddisk เราอีก เสียดายคุณสมบัติดีๆ ของเครื่อง แทนเลยครับของดีและถูก ไม่มีหลอกครับ คุณภาพในการ ซ่อมก็ตามราคาเลยครับผมเห็นบ้างร้านรับลงโปรแกรม 100 บาท 200 บาท 300 บาท ไม่มีประกันงานซ่อมด้วยลงแบบลวกๆเอาแค่เปิดติดใช้ได้ เป็นอันเสร็จถ้าเครื่องเสีย ก็ทำอยู่แบบนี้วนไปวนมาอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายเครื่องพัง เพราะยกไปยกมาอะไหล่มันไม่ได้ ทนทานอะไรมากนะครับ บอกก่อนเลยผมละเบื่อ พวกช่างแบบนี้จริงๆ ลูกค้าลองคิดดู เอานะครับว่ามันจะห่วยขนาดไหนแล้วเขาก็ทำตามราคาแหละครับ บางร้านลงถูก แต่โดนขโมยอุปกรณ์อีก ของแบบนี้ ดูยากครับต้องระวังอย่าคิดแค่ว่าถูกลงเร็ว แล้วจะดี มาใช้วิธี ีลงแบบคุณภาพตามข้อ ที่ 1 เถอะครับ เพื่อคอมพิวเตอร์สุดรักของท่าน จะได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ถ้าช่างคอมท่านไหนเข้ามาอ่าน ผมว่าอย่าเอาราคาเข้ามาแข่งกันเลย เอาผลงานออกมาแข่งกันจะดีกว่าครับผม ผลประโยชน์จะได้ทั้งร้านและลูกค้าของท่าน


คอมพิวเตอร์มีโอกาส เสีย ที่โปรแกรมประมาณ 90 % เสียที่อุปกรณ์ประมาณ 10 % และ 90 % ที่ต้องยกเครื่องไปร้าน และมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการใหม่ๆ เพิ่มได้อีก แต่จะดีใหม ถ้าทำ 90% ให้เหลือ 0 % -10 % จากการเสียของโปรแกรม และมีโอกาสเสี่ยงแค่ 10 % จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องยกไปร้าน และจะดียิ่งชึ้นถ้าทำ 10 % ให้เหลือ 0 % - 5 % ด้วยการทำความสะอาด อุปกรณ์ ตามเวลาที่กำหนด และทั้งหมดท่านมีความเสี่ยงที่จะต้องนำเครื่องไปซ่อมเพียง 0-15 % เท่านั้นเอง ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าเชื่อผม คอมพิวเตอร์ของท่านจะมีอายุที่ยาวนานกว่าเครื่องอื่น ๆ ท่านว่าจริงใหม และจะดีกว่าใหม ถ้าไม่ต้องยกเครื่องไปร้าน แต่โปรแกรมสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม